การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำ เราทุกคนก็ต่างมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น เพราะมีเพียงแค่เราหายใจอยู่เฉยๆก็ปล่ายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแล้ว ยังไม่รวมกิจกรรมต่างๆมากมายที่เรทำอยู่ทุกวันถึงเวลาที่เราต้องเลิกคิดว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ธุระของเรา และหันหน้ามาร่วมมือกัน..มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข้ปัญหา โลกกันเถอะ
ถ้าท่านคิดการลดภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องยาก หรื่อท่านคิดว่าท่านคนช่วยโลกไม่ได้ หรือจะทำตอนนี้มันก็ไม่ดีขึ้นแล้ว ท่านกำลังคิดผิด!!ทุกอย่างที่เราทำจะส่งผลดีต่อโลกและมันยังมีเวลาอยู่ ถ้าไม่เริ่มที่เราก่อนก็ไม่รู้จะให้ไปเริ่มตรงไหนแค่เราปรังเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของเราทำอยู่วันๆหนึ่ง ก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้แล้วเช่น 1) ประหยัดน้ำ 2)ประหยัดไฟ 3)ลดใช้ถุงพลาดติก 4)ปลูกต้นไม้ เรามาช่วยกันลดภาวะโลกันเถอะโลกของเราจะได้หน้าอยู่ยิ่งขึ่น
บทความโลกร้อน – 7 วิธีที่ช่วยลดโลกร้อน ด้วยเครื่องคอมฯ ของคุณ
ทุกคนทราบดีนะครับว่า โลกเราทุกวันนี้นั้น ไม่เหมือนกับในอดีตแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เรามักจะได้ยินข่าวที่ไม่ดี จากสถานที่ต่่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพอากาศ ที่ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ถูกต้องตรงตามฤดูกาล อย่างที่ควรจะเป็น
ทางเรา PCCompete ก็เลยอยากจะขอเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนนึง ในการที่จะช่วยรักษาโลกของเรา ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยนิดมากๆ แต่ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน สุดท้ายแล้วเราก็คิดว่า อย่างน้อยมันก็ต้องดีขึ้นกว่าเดิมบ้างแแหละน่า จริงมั๊ยครับ
7 วิธีที่ช่วยลดโลกร้อน ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
อัพเกรดอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างในเครื่องคอมฯ ของคุณ
1)เนื่องจากว่าอุปกรณ์ใหม่ๆ ซึ่งนอกจากจะมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว ก็มักจะประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณยังใช้หน้าจอแบบเก่าที่เราเรียกว่า จอภาพแบบ CRT แล้วก็ควรจะเปลี่ยนเป็นแบบจอภาพ LCD เป็นต้น
2)หลืกเลี่ยงอุปกรณ์ที่กินไฟมากเกินความจำเป็นวิธีนี้สำหรับคนที่มีเครื่องคอมฯ ที่ค่อนข้างเก่านิดนึง ซึ่งจะมีอุปกรณ์บางชิ้นที่กินไฟมากกว่าที่ควร เช่น การ์ดจอที่ออกแบบมาสำหรับนักเล่นเกมส์ ก็มักจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ในขณะเดียวกันก็จะมากับความร้อนที่เพิ่มขึ้นควบคู่ไปด้วย
3)ลดความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์วิธีนี้ก็สามารถลดการใช้พลังงานของหน้าจอได้เหมือนกัน แต่ก็อย่าลดมากเกินไป จนทำให้เราต้องใช้สายตาเพ่งมอง มากกว่าปกตินะครับ
4)ปิดอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานตามปกติ
ตัวอย่างเช่น ลำโพง เครื่องพรินเตอร์ สแกนเนอร์ เป็นต้น ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ ก็ควรจะปิดสวิทช์ของเครื่อง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ควรที่จะชักปลั๊กออกด้วย ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราประหยัดค่าไฟได้อีกทางนึง
5)ปิดโปรแกรมที่เราไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ
เช่นโปรแกรมที่จะคอยค้นหาสัญญาณต่างๆ เช่น bluetooth, wireless เป็นต้น ซึ่งถ้าเราไม่ได้ใช้พีเจอร์พวกนี้ เราก็ควรจะปิดไว้เป็นการชั่วคราวก่อนก็ดีนะครับ
6)ใช้โหมดประหยัดพลังงานในคอมพิวเตอร์บางเครื่อง จะมีโหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งสามารถทำให้เครื่องคอมฯ กินไฟได้น้อยลงเหมือนกัน
7)ปิดเครื่องคอมฯ ไปเลยเราไม่ได้กวนนะครับ แต่ถ้าหากพวกเราไม่ได้ใช้งาน เราก็ควรปิดเครื่่องไปเลยใช่มั๊ยครับ ซึ่งนอกจากจะทำให้เราประหยัดพลังงานแล้ว ยังทำให้เรายืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนต่างๆ
โดนัท
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ประวัติดนตรีไทย
ในสมัยกรุงพระนเรศวร ดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่น วรรณคดี "ไตรภูมิพระร่วง" กล่าวถึงเครื่องดนตรี ได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉิ่ง แฉ่ง (ฉาบ) บัณเฑาะว์ พิณ ซอ ปี่ไฉน ระฆัง กรับ และกังสดาล
สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง
ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่
รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ในรัชกาลที่ 6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม
ลักษณะ
ลักษณะการประสานเสียงของดนตรีไทยตามแบบโบราณนั้น ใช้หลัก อาศัยสีเสียง (Tone color) ของเครื่องดนตรีเป็นเครื่องแยกแต่ละแนวทำนอง คือให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นประสานเสียงกันแบบแนวนอน คือให้เสียงลูกตกตรงกัน มากกว่าประสานแบบแนวตั้งที่อาศัยคอร์ด (chord) เป็นพื้นฐานหลักตามแบบสากล
ลีลาดนตรีไทย
ลีลาเครื่องดนตรีไทย หมายถึงท่วงท่าหรือท่วงทำนองที่เครื่องดนตรีต่างๆได้บรรเลงออกมา สำหรับลีลาของเครื่องดนตรีไทยแต่ละเครื่องที่เล่นเป็นเพลงออกมา บ่งบอกถึงคุณลักษณะและพื้นฐานอารมณ์ที่จากตัวผู้เล่น เนื่องมาจากลีลาหนทางของดนตรีไทยนั้นไม่ได้กำหนดกฏเกณฑ์ไว้ตายตัวเหมือนกับดนตรีตะวันตก หากแต่มาจากลีลาซึ่งผู้บรรเลงคิดแต่งออกมาในขณะเล่น เพราะฉะนั้นในการบรรเลงแต่ละครั้งจึงอาจมีทำนองไม่ซ้ำกัน แต่ยังมี ความไพเราะและความสอดคล้องกับเครื่องดนตรีอื่นๆอยู่
ลักษณะเช่นนี้ได้อิทธิพลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มี"กฎเกณฑ์" อยู่ที่การวาง "กลอน" ลงไปใน "ทำนองหลัก" ในที่นี้ หมายถึงในเพลงไทยเดิมนั้นเริ่มต้นด้วย "เนื้อเพลงแท้ๆ" อันหมายถึง "เสียงลูกตก" ก่อนที่จะปรับปรุงขึ้นเป็น "ทำนองหลัก" หรือที่เรียกว่า "เนื้อฆ้อง" อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งในชั้นเนื้อฆ้องนี้ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นทำนองห่างๆ ยังไม่มีความซับซ้อนมาก แต่ยังกำหนดลักษณะในการเล่นไว้ให้ผู้บรรเลงแต่ละคนได้บรรเลงด้วยลีลาเฉพาะของตนในกรอบนั้นๆ โดยลีลาที่กล่าวมาก็หมายถึง "กลอน" หรือ "หนทาง" ต่างๆที่บรรเลงไปนั่นเอง
วงดนตรีไทย
ดนตรีไทยมักเล่นเป็นวงดนตรี มีการแบ่งตามประเภทของการบรรเลงที่เป็นระเบียบมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันเป็น 3 ประเภท คือ
วงปี่พาทย์
ประกอบด้วยเครื่องตีเป็นสำคัญ เช่น ฆ้อง กลอง และมีเครื่องเป่าเป็นประธานได้แก่ ปี่ นอกจากนั้นเป็นเครื่อง วงปี่พาทย์ยังแบ่งไปได้อีกคือ วงปี่พาทย์ชาตรี,วงปี่พาทย์ไม้แข็ง,วงปี่พาทย์เครื่องห้า,วงปี่พาทย์เครื่องคู่,วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่,วงปี่พาทย์ไม้นวม,วงปี่พาทย์มอญ,วงปี่พาทย์นางหงส์
วงเครื่องสาย
เครื่องสาย ได้แก่ เครื่องดนตรี ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่มีสายเป็นประธาน มีเครื่องเป่า และเครื่องตี เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ เป็นต้น ปัจจุบันวงเครื่องสายมี 4 แบบ คือ วงเครื่องสายเครื่องเดี่ยว,วงเครื่องสายเครื่องคู่,วงเครื่องสายผสม,วงเครื่องสายปี่ชวา
วงมโหรี
ในสมัยโบราณเป็นคำเรียกการบรรเลงโดยทั่วไป เช่น "มโหรีเครื่องสาย" "มโหรีปี่พาทย์" ในปัจจุบัน มโหรี ใช้เป็นชื่อเรียกเฉพาะวงบรรเลงอย่างหนึ่งอย่างใดที่มีเครื่อง ดีด สี ตี เป่า มาบรรเลงรวมกันหมด ฉะนั้นวงมโหรีก็คือวงเครื่องสาย และวงปี่พาทย์ ผสมกัน วงมโหรีแบ่งเป็น วงมโหรีเครื่องสี่,วงมโหรีเครื่องหก,วงมโหรีเครื่องเดี่ยว หรือ มโหรีเครื่องเล็ก,วงมโหรีเครื่องคู่
บทความ
เครื่องดนตรีไทยภาค กลาง
ซอสามสาย
ซอสามสาย เป็นซอ ที่มีรูปร่างงดงามที่สุด ซึ่งมีใช้ใน วงดนตรีไทย มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซอด้วง
ซอด้วง เป็นเครื่องสายชนิดหนึ่ง บรรเลงโดยการใช้คันชักสี กล่องเสียง ทำ ด้วยไม้เนื้อแข็ง
ซออู้
ซออู้ เป็นเครื่องสายใช้สี กล่องเสียงทำด้วยกะโหลกมะพร้าว ขึ้นหน้าด้วยหนังวัว มีช่องเสียงอยู่ด้านตรง จะเข้
จะเข้ เป็นเครื่องสาย ที่ใช้บรรเลงด้วยการดีด โดยปกติมีขนาดความ สูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร
ขลุ่ย
ขลุ่ย ของไทยเป็นขลุ่ย ในตระกูลรีคอร์ดเดอร์ คือ มีที่บังคับแบ่งกระแส ลม ทำให้เกิดเสียงในตัวไม่ใช่ขลุ่ยผิว
ปี่
ปี่ เป็นเครื่องเป่าที่มีลิ้น ทำด้วยใบตาล เป็นเครื่องกำเนิดเสียง เป็นประเภทลิ้นคู่ (หรือ ๔ ลิ้น)
ระนาดเอก
ระนาดเอก เป็นระนาดเสียงแหลมสูง ประกอบ ด้วยลูกระนาด ที่ทำด้วยไม้ไผ่บงหรือไม้ เนื้อแข็ง ระนาดทุ้ม
ระนาดทุ้ม ทำด้วยไม้ไผ่ หรือไม้เนื้อแข็งมีผืนละ ๑๘ ลูก มีรูป ร่างคล้ายระนาดเอก
ฆ้องวงใหญ่
ฆ้องวงใหญ่ เป็นหลักของวงปี่ พาทย์ และวงมโหรีใช้บรรเลงทำนองหลัก มีลูกฆ้อง ๑๖ ลูก ฆ้องวงเล็ก
มีขนาดเล็กกว่า แต่ เสียงสูงกว่าฆ้องวงใหญ่ มีวิธีตีเช่นเดียว
โทนรำมะนา
โทน : รูปร่างคล้ายกลองยาว ขนาดเล็ก ทำด้วยไม้ หรือดินเผา ขึงด้วยหนัง ดึงให้ตึงด้วยเชือก กลองแขก
กลองแขก เป็น กลองที่ตีหน้าทับได้ทั้งในวงปี่พาทย์ มโหรีและบางกรณีวงเครื่องสายก็ได้
กลองสองหน้า
กลองสองหน้า เป็นชื่อของกลองชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือน กลองลูกหนึ่ง ในเปิงมางคอกขึง
ShareThis
สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวงปี่พาทย์ที่ยังคงรูปแบบปี่พาทย์เครื่องห้าเหมือนเช่นสมัยกรุงสุโขทัย แต่เพิ่มระนาดเอกเข้าไป นับแต่นั้นวงปี่พาทย์จึงประกอบด้วย ระนาดเอก ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ กลองทัด ตะโพน ฉิ่ง ส่วนวงมโหรีพัฒนาจากวงมโหรีเครื่องสี่ เป็นมโหรีเครื่องหก เพิ่มขลุ่ย และรำมะนา รวมเป็นมี ซอสามสาย กระจับปี่ ทับ (โทน) รำมะนา ขลุ่ย และกรับพวง
ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มจากรัชกาลที่ 1 เพิ่มกลองทัดเข้าวงปี่พาทย์อีก 1 ลูก รวมเป็น 2 ลูก ตัวผู้เสียงสูง ตัวเมียเสียงต่ำ รัชกาลที่ 2 ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรี ทรงซอสามสาย คู่พระหัตถ์คือซอสายฟ้าฟาด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทย บุหลันลอยเลื่อน รัชสมัยนี้เกิดกลองสองหน้าพัฒนามาจากเปิงมางของมอญ พอในรัชกาลที่ 3 พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้มคู่กับระนาดเอก และฆ้องวงเล็กให้คู่กับฆ้องวงใหญ่
รัชกาลที่ 4 เกิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่พร้อมการประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก รัชกาลที่ 5 สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงคิดค้นวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ในรัชกาลที่ 6 นำวงดนตรีของมอญเข้าผสมเรียกวงปี่พาทย์มอญโดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีการนำอังกะลุงเข้ามาเผยแพร่เป็นครั้งแรก และนำเครื่องดนตรีต่างชาติ เช่น ขิม ออร์แกนของฝรั่งมาผสมเป็นวงเครื่องสายผสม
ลักษณะ
ลักษณะการประสานเสียงของดนตรีไทยตามแบบโบราณนั้น ใช้หลัก อาศัยสีเสียง (Tone color) ของเครื่องดนตรีเป็นเครื่องแยกแต่ละแนวทำนอง คือให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นประสานเสียงกันแบบแนวนอน คือให้เสียงลูกตกตรงกัน มากกว่าประสานแบบแนวตั้งที่อาศัยคอร์ด (chord) เป็นพื้นฐานหลักตามแบบสากล
ลีลาดนตรีไทย
ลีลาเครื่องดนตรีไทย หมายถึงท่วงท่าหรือท่วงทำนองที่เครื่องดนตรีต่างๆได้บรรเลงออกมา สำหรับลีลาของเครื่องดนตรีไทยแต่ละเครื่องที่เล่นเป็นเพลงออกมา บ่งบอกถึงคุณลักษณะและพื้นฐานอารมณ์ที่จากตัวผู้เล่น เนื่องมาจากลีลาหนทางของดนตรีไทยนั้นไม่ได้กำหนดกฏเกณฑ์ไว้ตายตัวเหมือนกับดนตรีตะวันตก หากแต่มาจากลีลาซึ่งผู้บรรเลงคิดแต่งออกมาในขณะเล่น เพราะฉะนั้นในการบรรเลงแต่ละครั้งจึงอาจมีทำนองไม่ซ้ำกัน แต่ยังมี ความไพเราะและความสอดคล้องกับเครื่องดนตรีอื่นๆอยู่
ลักษณะเช่นนี้ได้อิทธิพลมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มี"กฎเกณฑ์" อยู่ที่การวาง "กลอน" ลงไปใน "ทำนองหลัก" ในที่นี้ หมายถึงในเพลงไทยเดิมนั้นเริ่มต้นด้วย "เนื้อเพลงแท้ๆ" อันหมายถึง "เสียงลูกตก" ก่อนที่จะปรับปรุงขึ้นเป็น "ทำนองหลัก" หรือที่เรียกว่า "เนื้อฆ้อง" อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งในชั้นเนื้อฆ้องนี้ส่วนใหญ่จะยังคงเป็นทำนองห่างๆ ยังไม่มีความซับซ้อนมาก แต่ยังกำหนดลักษณะในการเล่นไว้ให้ผู้บรรเลงแต่ละคนได้บรรเลงด้วยลีลาเฉพาะของตนในกรอบนั้นๆ โดยลีลาที่กล่าวมาก็หมายถึง "กลอน" หรือ "หนทาง" ต่างๆที่บรรเลงไปนั่นเอง
วงดนตรีไทย
ดนตรีไทยมักเล่นเป็นวงดนตรี มีการแบ่งตามประเภทของการบรรเลงที่เป็นระเบียบมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันเป็น 3 ประเภท คือ
วงปี่พาทย์
ประกอบด้วยเครื่องตีเป็นสำคัญ เช่น ฆ้อง กลอง และมีเครื่องเป่าเป็นประธานได้แก่ ปี่ นอกจากนั้นเป็นเครื่อง วงปี่พาทย์ยังแบ่งไปได้อีกคือ วงปี่พาทย์ชาตรี,วงปี่พาทย์ไม้แข็ง,วงปี่พาทย์เครื่องห้า,วงปี่พาทย์เครื่องคู่,วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่,วงปี่พาทย์ไม้นวม,วงปี่พาทย์มอญ,วงปี่พาทย์นางหงส์
วงเครื่องสาย
เครื่องสาย ได้แก่ เครื่องดนตรี ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่มีสายเป็นประธาน มีเครื่องเป่า และเครื่องตี เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ เป็นต้น ปัจจุบันวงเครื่องสายมี 4 แบบ คือ วงเครื่องสายเครื่องเดี่ยว,วงเครื่องสายเครื่องคู่,วงเครื่องสายผสม,วงเครื่องสายปี่ชวา
วงมโหรี
ในสมัยโบราณเป็นคำเรียกการบรรเลงโดยทั่วไป เช่น "มโหรีเครื่องสาย" "มโหรีปี่พาทย์" ในปัจจุบัน มโหรี ใช้เป็นชื่อเรียกเฉพาะวงบรรเลงอย่างหนึ่งอย่างใดที่มีเครื่อง ดีด สี ตี เป่า มาบรรเลงรวมกันหมด ฉะนั้นวงมโหรีก็คือวงเครื่องสาย และวงปี่พาทย์ ผสมกัน วงมโหรีแบ่งเป็น วงมโหรีเครื่องสี่,วงมโหรีเครื่องหก,วงมโหรีเครื่องเดี่ยว หรือ มโหรีเครื่องเล็ก,วงมโหรีเครื่องคู่
บทความ
เครื่องดนตรีไทยภาค กลาง
ซอสามสาย
ซอสามสาย เป็นซอ ที่มีรูปร่างงดงามที่สุด ซึ่งมีใช้ใน วงดนตรีไทย มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ซอด้วง
ซอด้วง เป็นเครื่องสายชนิดหนึ่ง บรรเลงโดยการใช้คันชักสี กล่องเสียง ทำ ด้วยไม้เนื้อแข็ง
ซออู้
ซออู้ เป็นเครื่องสายใช้สี กล่องเสียงทำด้วยกะโหลกมะพร้าว ขึ้นหน้าด้วยหนังวัว มีช่องเสียงอยู่ด้านตรง จะเข้
จะเข้ เป็นเครื่องสาย ที่ใช้บรรเลงด้วยการดีด โดยปกติมีขนาดความ สูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร
ขลุ่ย
ขลุ่ย ของไทยเป็นขลุ่ย ในตระกูลรีคอร์ดเดอร์ คือ มีที่บังคับแบ่งกระแส ลม ทำให้เกิดเสียงในตัวไม่ใช่ขลุ่ยผิว
ปี่
ปี่ เป็นเครื่องเป่าที่มีลิ้น ทำด้วยใบตาล เป็นเครื่องกำเนิดเสียง เป็นประเภทลิ้นคู่ (หรือ ๔ ลิ้น)
ระนาดเอก
ระนาดเอก เป็นระนาดเสียงแหลมสูง ประกอบ ด้วยลูกระนาด ที่ทำด้วยไม้ไผ่บงหรือไม้ เนื้อแข็ง ระนาดทุ้ม
ระนาดทุ้ม ทำด้วยไม้ไผ่ หรือไม้เนื้อแข็งมีผืนละ ๑๘ ลูก มีรูป ร่างคล้ายระนาดเอก
ฆ้องวงใหญ่
ฆ้องวงใหญ่ เป็นหลักของวงปี่ พาทย์ และวงมโหรีใช้บรรเลงทำนองหลัก มีลูกฆ้อง ๑๖ ลูก ฆ้องวงเล็ก
มีขนาดเล็กกว่า แต่ เสียงสูงกว่าฆ้องวงใหญ่ มีวิธีตีเช่นเดียว
โทนรำมะนา
โทน : รูปร่างคล้ายกลองยาว ขนาดเล็ก ทำด้วยไม้ หรือดินเผา ขึงด้วยหนัง ดึงให้ตึงด้วยเชือก กลองแขก
กลองแขก เป็น กลองที่ตีหน้าทับได้ทั้งในวงปี่พาทย์ มโหรีและบางกรณีวงเครื่องสายก็ได้
กลองสองหน้า
กลองสองหน้า เป็นชื่อของกลองชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือน กลองลูกหนึ่ง ในเปิงมางคอกขึง
ShareThis
แหล่งโบราณคดีประสาทเมืองสิงห์
สถานที่ตั้ง ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
ประวัติความเป็นมา
เป็นเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ขอมมีอำนาจ ประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ - ๑๗๐๐ ครั้นเมื่อขอมหมดอำนาจและไทยได้เข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้แทน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คงเห็นว่าเมืองสิงห์เป็นเมืองเล็กไม่มีความสำคัญจึงมิได้แต่งตั้งผู้ใดมาเป็นเจ้าเมือง คงปล่อยให้ร้างไปหลังจากขอมหมดอำนาจลง เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้ทรงตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่อีกครั้ง และแต่งตั้งเจ้าเมืองมาครองในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านขึ้นอยู่กับจังหวัดกาญจนบุรี เมืองสิงห์คงมีสภาพเป็นเมืองมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่โดยจัดให้เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองสิงห์ จึงถูกยุบลงกลายเป็นตำบล ขึ้นอยู่กับอำเภอไทรโยคมาจนปัจจุบัน
ลักษณะทั่วไป
ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นโบราณสถานเพียงแห่งเดียวที่มีศาสนสถานสร้างอยู่ในบริเวณกึ่งกลางเมือง เป็นโบราณสถานที่มีศิลปะการก่อสร้างในยุคลพบุรีตอนปลาย มีลักษณะเป็นเมืองที่มีกำแพงทำด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบ กำแพงด้านในถมดินลาดเป็นคันกำแพง กำแพงเมืองมีขนาดกว้าง ๘๘๐ เมตร ยาว ๑,๕๐๐ เมตร สูง ๕ เมตร นอกกำแพงเมืองรอบนอกทางด้านทิศตะวันออกและด้านทิศเหนือมีกำแพงดินขาดเป็นตอน มีซากให้เห็น ๓ ชั้น และทางด้านทิศตะวันตกมีซากกำแพงดินเหลืออยู่อีก ๗ ชั้น
หลักฐานที่พบ
จากการขุดแต่งบริเวณปราสาทเมืองสิงห์ โดยเจ้าหน้าที่กองโบราณคดี ได้พบประติมากรรมศิลปะขอมแบบบายนในพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่สำคัญหลายชิ้น ได้แก่ ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญาปารมิตา และชิ้นส่วนของพระพุทธรูป เป็นต้น
เส้นทางเข้าสู่ปราสาทเมืองสิงห์
ทางรถไฟ : ขึ้นรถไฟสายธนบุรี - น้ำตก จากสถานีกาญจนบุรีไปลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วเดินทางไปตามทางรถยนต์ ประมาณ ๑,๗๐๐ เมตร
ทางรถยนต์ : ได้ ๒ ทาง สายกาญจนบุรี - ลุ่มสุ่ม ถึงทางแยกเข้าสถานีรถไฟท่ากิเลน เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกไปประมาณ ๒๐๐ เมตร ส่วนอีกทางออกจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปตามถนนสายเอเซียประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เข้าสถานีรถไฟท่ากิเลนเดินทางต่อไปอีกประมาณ ๗ กิโลเมตร
ทางเรือ : ขึ้นเรือที่ปราสาทเมืองสิงห์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมง
ประวัติความเป็นมา
เป็นเมืองที่สร้างขึ้นตั้งแต่ขอมมีอำนาจ ประมาณ พ.ศ. ๑๔๐๐ - ๑๗๐๐ ครั้นเมื่อขอมหมดอำนาจและไทยได้เข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้แทน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คงเห็นว่าเมืองสิงห์เป็นเมืองเล็กไม่มีความสำคัญจึงมิได้แต่งตั้งผู้ใดมาเป็นเจ้าเมือง คงปล่อยให้ร้างไปหลังจากขอมหมดอำนาจลง เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้ทรงตั้งเมืองสิงห์ขึ้นใหม่อีกครั้ง และแต่งตั้งเจ้าเมืองมาครองในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านขึ้นอยู่กับจังหวัดกาญจนบุรี เมืองสิงห์คงมีสภาพเป็นเมืองมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่โดยจัดให้เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองสิงห์ จึงถูกยุบลงกลายเป็นตำบล ขึ้นอยู่กับอำเภอไทรโยคมาจนปัจจุบัน
ลักษณะทั่วไป
ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นโบราณสถานเพียงแห่งเดียวที่มีศาสนสถานสร้างอยู่ในบริเวณกึ่งกลางเมือง เป็นโบราณสถานที่มีศิลปะการก่อสร้างในยุคลพบุรีตอนปลาย มีลักษณะเป็นเมืองที่มีกำแพงทำด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบ กำแพงด้านในถมดินลาดเป็นคันกำแพง กำแพงเมืองมีขนาดกว้าง ๘๘๐ เมตร ยาว ๑,๕๐๐ เมตร สูง ๕ เมตร นอกกำแพงเมืองรอบนอกทางด้านทิศตะวันออกและด้านทิศเหนือมีกำแพงดินขาดเป็นตอน มีซากให้เห็น ๓ ชั้น และทางด้านทิศตะวันตกมีซากกำแพงดินเหลืออยู่อีก ๗ ชั้น
หลักฐานที่พบ
จากการขุดแต่งบริเวณปราสาทเมืองสิงห์ โดยเจ้าหน้าที่กองโบราณคดี ได้พบประติมากรรมศิลปะขอมแบบบายนในพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่สำคัญหลายชิ้น ได้แก่ ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญาปารมิตา และชิ้นส่วนของพระพุทธรูป เป็นต้น
เส้นทางเข้าสู่ปราสาทเมืองสิงห์
ทางรถไฟ : ขึ้นรถไฟสายธนบุรี - น้ำตก จากสถานีกาญจนบุรีไปลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วเดินทางไปตามทางรถยนต์ ประมาณ ๑,๗๐๐ เมตร
ทางรถยนต์ : ได้ ๒ ทาง สายกาญจนบุรี - ลุ่มสุ่ม ถึงทางแยกเข้าสถานีรถไฟท่ากิเลน เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกไปประมาณ ๒๐๐ เมตร ส่วนอีกทางออกจากตัวจังหวัดกาญจนบุรีไปตามถนนสายเอเซียประมาณ ๔๐ กิโลเมตร เข้าสถานีรถไฟท่ากิเลนเดินทางต่อไปอีกประมาณ ๗ กิโลเมตร
ทางเรือ : ขึ้นเรือที่ปราสาทเมืองสิงห์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมง
พระพุทธเจ้า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาของตนเหมือนกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน ฝ่ายเถรวาทให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า และกล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอดีตกับในอนาคตบ้างแต่ไม่ให้ความสำคัญเท่า ฝ่ายมหายานนับถือพระพุทธเจ้าของฝ่ายเถรวาททั้งหมดและมีการสร้างพระพุทธเจ้าเพิ่มเติมขึ้นมาจนบางองค์มีลักษณะคล้ายเทพเจ้าของศาสนาฮินดู
ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่า พระพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า) พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ 543 ปีก่อนคริสตกาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และ 483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล
ความหมายของคำว่าพุทธะ
ในพระพุทธศาสนา พุทธะ (ภาษาบาลี พุทฺธ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน") หมายถึงบุคคลผู้ตรัสรู้อริยสัจ 4 แล้วอย่างถ่องแท้ ในชั้นอรรถกถา จำแนกพุทธะออกเป็น 3 จำพวกด้วยกันได้แก่
1.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางทีเรียกเพียง "พระพุทธเจ้า" คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ (พระโคตมพุทธเจ้า) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
2.พระปัจเจกพุทธะ,อีกอันหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า (อ่านว่า พระ-ปัด-เจก-กะ-พุด-ทะ-เจ้า) คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเอง แต่มิได้สอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
3.อนุพุทธะ คือบุคคลที่ตรัสรู้เนื่องด้วยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ผู้ที่ตรัสรู้ด้วยด้วยเหตุนี้เรียกว่า พระสาวก
ในอรรถกถาบางแห่งจำแนกเป็น 4 ดังนี้
1.พระสัพพัญญูพุทธะ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
2.ปัจเจกพุทธะ
3.จตุสัจจพุทธะ (สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ได้บรรลุอรหัตตผล)
4.สุตพุทธะ (ผู้เป็นพหูสูตร)
ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่า พระพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า) พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ 543 ปีก่อนคริสตกาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และ 483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล
ความหมายของคำว่าพุทธะ
ในพระพุทธศาสนา พุทธะ (ภาษาบาลี พุทฺธ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน") หมายถึงบุคคลผู้ตรัสรู้อริยสัจ 4 แล้วอย่างถ่องแท้ ในชั้นอรรถกถา จำแนกพุทธะออกเป็น 3 จำพวกด้วยกันได้แก่
1.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางทีเรียกเพียง "พระพุทธเจ้า" คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ (พระโคตมพุทธเจ้า) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
2.พระปัจเจกพุทธะ,อีกอันหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า (อ่านว่า พระ-ปัด-เจก-กะ-พุด-ทะ-เจ้า) คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเอง แต่มิได้สอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
3.อนุพุทธะ คือบุคคลที่ตรัสรู้เนื่องด้วยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ผู้ที่ตรัสรู้ด้วยด้วยเหตุนี้เรียกว่า พระสาวก
ในอรรถกถาบางแห่งจำแนกเป็น 4 ดังนี้
1.พระสัพพัญญูพุทธะ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
2.ปัจเจกพุทธะ
3.จตุสัจจพุทธะ (สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ได้บรรลุอรหัตตผล)
4.สุตพุทธะ (ผู้เป็นพหูสูตร)
สมุนไพร
1 ) เสื่อสมุนไพรตะไคร้หอมไล่ยุง
เสื่อสมุนไพรตะไคร้หอมไล่ยุง ไอเดียชาวบ้านดอนหัน พระ-ชีนั่งสมาธิไร้ยุงกวน กลุ่มเรียนรู้ชุมชนบ้านดอนหัน ต.บ้านฝาง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น รวมตัวกันก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน และทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมานานหลายปี
ชาวบ้านดอนหันมีรายได้เฉลี่ย 68,002 บาทต่อคนต่อปี จาก เสื่อสมุนไพรตะไคร้หอมไล่ยุง และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านดอนหันก็กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาดูงานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศมาแล้วอย่างมากมาย
ชาวบ้านที่นี่ปลูกพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านปลอดสารพิษอย่างพอกินพอใช้ และส่งขายด้วยส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาที่กวนใจ คือ แมลงกัดกินพืชผักเสียหายประกอบกับเกิดการระบาดของไข้เลือดออกขึ้น ที่มาของ เสื่อสมุนไพรตะไคร้หอมไล่ยุง
ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้กลุ่มเรียนรู้ธรรมชาติบำบัดชุมชนบ้านดอนหัน เกิดแนวความคิดที่จะกำจัดศัตรูพืช และสู้กับโรคไข้เลือดออกไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี
นายสมภาร บุราณ ผู้ใหญ่บ้านดอนหัน กล่าวถึงแนวทางกำจัดศัตรูพืช และไล่ยุงของชาวบ้านที่นี่ว่า หลังจากประสบปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช และโรคไข้เลือดออก ชาวบ้านก็สามารถคิดค้นหาวิธีปราบศัตรูแบบธรรมชาติบำบัดได้
รูปแบบที่ใช้ คือ การใช้พืชไล่แมลงตามธรรมชาติที่มีอยู่ คือ “ตะไคร้หอม” นำมาหมักกลั่นเอาน้ำไปฉีดพ่นในแปลงผักจนทำให้แมลงศัตรูพืชหมดไป
2) ขนมผักกาดผักพื้นบ้าน
ขนมผักกาดผักพื้นบ้าน” เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะมีส่วนผสมเป็นผักพื้นบ้านที่มีวิตามินและกากใยอาหารสูง
นางเย็นใจ ฐิตะฐาน นักวิจัยสถาบันค้นคว้าและและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ผักพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามิน A เกลือแร่ และยังมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ที่สำคัญจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นขนมผักกาดที่ผสมผักพื้นบ้าน จึงให้ประโยชน์แก่ร่างกายนานัปการ สำหรับผักพื้นบ้านที่เลือกใช้ในขนมผักกาดสูตรอาหารเพื่อสุขภาพคือ ผักหวานบ้านสด ซึ่งมีวิตามิน A แคลเซียม วิตามิน C และมีลักษณะพิเศษคือ มีรสหวานเย็น มีคุณสมบัติเป็นยาเย็นช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายได้ และมีกากใยอาหารสูง ดอกโสน มีวิตามิน A และแคลเซียมมากเช่นกัน และใบขึ้นฉ่าย มีเบต้าแคโรทีนสูง แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก โดยข้อมูลของปริมาณสารอาหารดังกล่าว ได้การรับรองจากตารางคุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
สำหรับสูตรอาหาร “ขนมผักกาดผักพื้นบ้าน” สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ จากกสมุนไพร มีส่วนผสมได้แก่ แป้งข้าวเจ้า 400 กรัม แป้งมันสำปะหลัง 150 กรัม เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ หัวไชเท้าหั่นฝอย 1 กิโลกรัม โปรตีนเกษตรแช่น้ำ 300 กรัม ผักหวานบ้าน 100 กรัม ดอกโสน 50 กรัม ถั่วลิสงต้ม 100 กรัม ถั่วแดงต้ม 100 กรัม เผือกหั่นฝอย 50 กรัม เห็ดหอมแช่น้ำ 50 กรัม ใบขึ้นฉ่ายหั่นละเอียด 50 กรัม วิธีทำ นำส่วนผสม แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง เกลือ และหัวไชเท้าเข้าด้วยกัน ตามด้วยโปรตีนเกษตรและส่วนผสมต่างๆ ที่เหลือคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วแบ่งใส่ถาด เกลี่ยให้หน้าขนมเรียบแล้วนำไปนึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที น้ำจิ้มขนมผักกาดมีส่วนผสมคือ ซีอิ๊วดำหวาน 1 ถ้วย ซีอิ๊วขาว 1/2 ถ้วย น้ำส้มสายชู 1/2 น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย พริกเหลืองบด 3-4 เม็ด โดยนำส่วนผสมมาคนรวมกันให้น้ำตาลละลาย แล้วนำไปต้มให้เดือด ชิมรสชาติตามใจชอบ
พืชสมุนไพร ผักพื้นบ้านทั่วไปนอกจากจะนำมาทำอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังนำมาดัดแปลงหรือคิดค้น เป็นสูตรอาหารใหม่ๆ ที่ให้เข้ากับยุคสมัยและรักษาสุขภาพได้อีกด้วย.
เสื่อสมุนไพรตะไคร้หอมไล่ยุง ไอเดียชาวบ้านดอนหัน พระ-ชีนั่งสมาธิไร้ยุงกวน กลุ่มเรียนรู้ชุมชนบ้านดอนหัน ต.บ้านฝาง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น รวมตัวกันก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน และทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมานานหลายปี
ชาวบ้านดอนหันมีรายได้เฉลี่ย 68,002 บาทต่อคนต่อปี จาก เสื่อสมุนไพรตะไคร้หอมไล่ยุง และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านดอนหันก็กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาดูงานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศมาแล้วอย่างมากมาย
ชาวบ้านที่นี่ปลูกพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านปลอดสารพิษอย่างพอกินพอใช้ และส่งขายด้วยส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาที่กวนใจ คือ แมลงกัดกินพืชผักเสียหายประกอบกับเกิดการระบาดของไข้เลือดออกขึ้น ที่มาของ เสื่อสมุนไพรตะไคร้หอมไล่ยุง
ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้กลุ่มเรียนรู้ธรรมชาติบำบัดชุมชนบ้านดอนหัน เกิดแนวความคิดที่จะกำจัดศัตรูพืช และสู้กับโรคไข้เลือดออกไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี
นายสมภาร บุราณ ผู้ใหญ่บ้านดอนหัน กล่าวถึงแนวทางกำจัดศัตรูพืช และไล่ยุงของชาวบ้านที่นี่ว่า หลังจากประสบปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช และโรคไข้เลือดออก ชาวบ้านก็สามารถคิดค้นหาวิธีปราบศัตรูแบบธรรมชาติบำบัดได้
รูปแบบที่ใช้ คือ การใช้พืชไล่แมลงตามธรรมชาติที่มีอยู่ คือ “ตะไคร้หอม” นำมาหมักกลั่นเอาน้ำไปฉีดพ่นในแปลงผักจนทำให้แมลงศัตรูพืชหมดไป
2) ขนมผักกาดผักพื้นบ้าน
ขนมผักกาดผักพื้นบ้าน” เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ เพราะมีส่วนผสมเป็นผักพื้นบ้านที่มีวิตามินและกากใยอาหารสูง
นางเย็นใจ ฐิตะฐาน นักวิจัยสถาบันค้นคว้าและและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ผักพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามิน A เกลือแร่ และยังมีใยอาหารช่วยในการขับถ่าย ที่สำคัญจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นขนมผักกาดที่ผสมผักพื้นบ้าน จึงให้ประโยชน์แก่ร่างกายนานัปการ สำหรับผักพื้นบ้านที่เลือกใช้ในขนมผักกาดสูตรอาหารเพื่อสุขภาพคือ ผักหวานบ้านสด ซึ่งมีวิตามิน A แคลเซียม วิตามิน C และมีลักษณะพิเศษคือ มีรสหวานเย็น มีคุณสมบัติเป็นยาเย็นช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายได้ และมีกากใยอาหารสูง ดอกโสน มีวิตามิน A และแคลเซียมมากเช่นกัน และใบขึ้นฉ่าย มีเบต้าแคโรทีนสูง แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก โดยข้อมูลของปริมาณสารอาหารดังกล่าว ได้การรับรองจากตารางคุณค่าทางโภชนาการอาหารไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
สำหรับสูตรอาหาร “ขนมผักกาดผักพื้นบ้าน” สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ จากกสมุนไพร มีส่วนผสมได้แก่ แป้งข้าวเจ้า 400 กรัม แป้งมันสำปะหลัง 150 กรัม เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ หัวไชเท้าหั่นฝอย 1 กิโลกรัม โปรตีนเกษตรแช่น้ำ 300 กรัม ผักหวานบ้าน 100 กรัม ดอกโสน 50 กรัม ถั่วลิสงต้ม 100 กรัม ถั่วแดงต้ม 100 กรัม เผือกหั่นฝอย 50 กรัม เห็ดหอมแช่น้ำ 50 กรัม ใบขึ้นฉ่ายหั่นละเอียด 50 กรัม วิธีทำ นำส่วนผสม แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง เกลือ และหัวไชเท้าเข้าด้วยกัน ตามด้วยโปรตีนเกษตรและส่วนผสมต่างๆ ที่เหลือคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วแบ่งใส่ถาด เกลี่ยให้หน้าขนมเรียบแล้วนำไปนึ่งใช้เวลาประมาณ 45 นาที น้ำจิ้มขนมผักกาดมีส่วนผสมคือ ซีอิ๊วดำหวาน 1 ถ้วย ซีอิ๊วขาว 1/2 ถ้วย น้ำส้มสายชู 1/2 น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย พริกเหลืองบด 3-4 เม็ด โดยนำส่วนผสมมาคนรวมกันให้น้ำตาลละลาย แล้วนำไปต้มให้เดือด ชิมรสชาติตามใจชอบ
พืชสมุนไพร ผักพื้นบ้านทั่วไปนอกจากจะนำมาทำอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังนำมาดัดแปลงหรือคิดค้น เป็นสูตรอาหารใหม่ๆ ที่ให้เข้ากับยุคสมัยและรักษาสุขภาพได้อีกด้วย.
เคมี
เคมีมักจะถูกเรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ศูนย์กลางเนื่องจากวิชาเคมีนั้นเชื่อมต่อวิทยาศาสตร์อื่นๆเข้าด้วยกันอย่างเช่นฟิสิกส์ ชีววิทยา หรือแม้แต่ธรณีศาสตร์ เคมีนำทางศาสตร์จำเพาะย่อยๆมากมายซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะเหลื่อมล้ำกับวิทยาศาสตร์อื่นๆในอัตราที่ถือว่ามากทีเดียว อย่างไรก็ตามศาสตร์จำเพาะย่อยนั้นถือว่ามีความสำคัญทางเคมีอย่างมากเฉกเช่นการผลิตและทดสอบวัตถุที่แข็งแรง การผลิตยาเพื่อรักษาโรคต่างๆ และรวมไปถึงกำหนดขั้นตอนการทำงานของร่างกายในระดับเซลล์
เคมีโดยพื้นฐานแล้วนั้นมักจะเกี่ยวกับสสาร การปฏิสัมพันธ์ของสสารกับสสารด้วยกันเอง หรือการปฏิสัมพันธ์ของสสารกับสิ่งที่ไม่ใช่สสารอย่างเช่นพลังงาน แต่ศูนย์กลางของเคมีโดยทั่วไปคือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารเคมีด้วยกันในปฏิกิริยาเคมีโดยสารเคมีนั้นแปรรูปเป็นสารเคมีอีกชนิดหนึ่ง นี่อาจจะรวมไปถึงการฉายรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าสู่สารเคมีหรือสารผสม (ใน photochemistry) ในปฏิกิริยาเคมีที่ต้องการแรงกระตุ้นจากแสง อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาเคมีนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเคมีซึ่งศึกษาสสารในด้านอื่นๆอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น นักสเปกโตรสโคปีนั้นจะศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสงกับสสารโดยที่ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น
เคมีโดยพื้นฐานแล้วนั้นมักจะเกี่ยวกับสสาร การปฏิสัมพันธ์ของสสารกับสสารด้วยกันเอง หรือการปฏิสัมพันธ์ของสสารกับสิ่งที่ไม่ใช่สสารอย่างเช่นพลังงาน แต่ศูนย์กลางของเคมีโดยทั่วไปคือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารเคมีด้วยกันในปฏิกิริยาเคมีโดยสารเคมีนั้นแปรรูปเป็นสารเคมีอีกชนิดหนึ่ง นี่อาจจะรวมไปถึงการฉายรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าสู่สารเคมีหรือสารผสม (ใน photochemistry) ในปฏิกิริยาเคมีที่ต้องการแรงกระตุ้นจากแสง อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาเคมีนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเคมีซึ่งศึกษาสสารในด้านอื่นๆอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น นักสเปกโตรสโคปีนั้นจะศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสงกับสสารโดยที่ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น
การเล่นว่าว
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
ว่าวโดยทั่วไปมีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุก นำมาผ่าแล้วเหลา ให้ได้ตามที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ผูกติดกันด้วยเชือกโยงยึดกัน เป็นโครงสร้างและปิดด้วยกระดาษชนิดบางเหนียว เช่น กระดาษสาและตกแต่งลวดลายด้วยจุด หรือดอกดวงเพื่อปิดยึดกระดาษกับเชือกให้แน่นว่าวที่นิยมกันคือ
ว่าวจุฬา ซึ่งมีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุก ๕ ชิ้น มีจำปา ๕ ดอก ทำด้วยไม้ไผ่ยาว ๘ นิ้ว เหลากลมโตประมาณ ๓ มิลลิเมตร จำปา ๑ ดอกมีจำนวนไม้ ๘ อัน มัดแน่นกับสายป่านที่ชักว่าวจุฬาอันเป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับปักเป้า
ว่าวปักเป้า มีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุกเหลากลม ๒ ชิ้น มีเหนียงเป็นเชือกยาว ๘ เมตร ผูกปลายทั้ง ๒ ข้าง ให้หย่อนเป็นสายรูปครึ่งวงกลมเพื่อคล้องตัวว่าวจุฬาให้เสียสมดุลจนตกลงพื้นดิน
ว่าวหง่าว ทำด้วยโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษสา ลำตัวตอนบนมีรูปคล้ายอกว่าวจุฬามีเอวคอดและท่อนล่างกว่าท่อนบน ตอนส่วนหัวมีไม้ไผ่เหลาและขึงเชือกเหมือนคันธนู ส่วนขึงเชือกนี้จะเกิดเสียงเมื่อต้องลม เสียงนี้ช่วยกำจัดความชั่วร้ายได้
ปัจจุบันว่าวที่มีการเล่นกันโดยทั่วไปได้มีการพัฒนารูปแบบการเล่นเพื่อความสวยงาม โดยทำว่าวให้เป็นรูปแบบที่แปลกแตกต่างกันออกไปเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ว่าวงู ว่าวผีเสื้อ ฯลฯ
วิธีการเล่น มีอยู่ ๓ วิธี คือ
๑. ชักว่าวให้ลอยลมปักอยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่าง ๆ
๒. บังคับสายชักให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการ นิยมกันที่ความสวยงาม ความสูง และบางทีก็คำนึงถึงความไพเราะของเสียงว่าวอีกด้วย
๓. การต่อสู้ทำสงครามกันบนอากาศ คือ การแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้าคว้ากันบนอากาศ จะจัดให้มีการแข่งขันกันที่บริเวณท้องสนามหลวงกำหนดแดนขณะทำการแข่งขัน ว่าวปักเป้าจะขึ้นอยู่ในแดนของตน ล่อหลอกให้ว่าวจุฬามาโฉบเพื่อจะลากพามายังดินแดนของตน โดยให้ว่าวปักเป้าติดตรงดอกจำปาที่ติดไว้ เมื่อติดแน่นดีแล้วว่าวจุฬาจะรีบลากรอกพามายังดินแดนของตน ขณะเดียวกันว่าวปักเป้าก็จะพยายามใช้เหนียงที่เป็นเชือกป่านคล้องตัวว่าวจุฬาให้เสียสมดุลและชักลากดึงให้ตกลงมายังดินแดนของตน ในการเล่นว่าวจุฬาลากพาว่าวปักเป้าเข้ามาทีละตัวหรือหลายตัวก็ได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างนำคู่แข่งขันมาตกยังดินแดนของตนเองได้ ก็ถือว่าเป็นฝ่ายชนะแต่ถ้าขณะชักลากพามา ว่าวปักเป้าขาดลอยไปได้ถือว่าไม่มีฝ่ายใดได้คะแนน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
การเล่นว่าวต้องอาศัยกระแสลมเป็นสำคัญ กระแสลมที่แน่นอนจะช่วยให้เล่นว่าวได้สนุก จึงมักจะเล่นกันในราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึ่งถึงว่าเป็นช่วงที่ลมพัดแรงกระแสลมสม่ำเสมอที่เราเรียกกันว่า "ลมว่าว"
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
การแข่งขันว่าวเป็นกีฬาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง เป็นศิลปะที่ต้องใช้ความสามารถของผู้ทำว่าวและผู้ชักว่าวเป็นอย่างมากต้องใช้ความประณีต ความแข็งแรง ความมีไหวพริบ และข้อสำคัญต้องอาศัยความพร้อมเพรียงด้วย
นอกจากนั้น ได้มีการนำลักษณะของว่าวมาใช้พูดเป็นสำนวนเพื่อเปรียบเทียบกับคน เช่น "ว่าวขาดลอย" หมายถึง การเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว "ว่าวติดลม" หมายถึง ว่าวที่ลอยกินลมอยู่กลางอากาศ (สำนวน) เพลินจนลืมตัว
ว่าวโดยทั่วไปมีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุก นำมาผ่าแล้วเหลา ให้ได้ตามที่ต้องการแล้วนำมาประกอบกันให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ผูกติดกันด้วยเชือกโยงยึดกัน เป็นโครงสร้างและปิดด้วยกระดาษชนิดบางเหนียว เช่น กระดาษสาและตกแต่งลวดลายด้วยจุด หรือดอกดวงเพื่อปิดยึดกระดาษกับเชือกให้แน่นว่าวที่นิยมกันคือ
ว่าวจุฬา ซึ่งมีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุก ๕ ชิ้น มีจำปา ๕ ดอก ทำด้วยไม้ไผ่ยาว ๘ นิ้ว เหลากลมโตประมาณ ๓ มิลลิเมตร จำปา ๑ ดอกมีจำนวนไม้ ๘ อัน มัดแน่นกับสายป่านที่ชักว่าวจุฬาอันเป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับปักเป้า
ว่าวปักเป้า มีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุกเหลากลม ๒ ชิ้น มีเหนียงเป็นเชือกยาว ๘ เมตร ผูกปลายทั้ง ๒ ข้าง ให้หย่อนเป็นสายรูปครึ่งวงกลมเพื่อคล้องตัวว่าวจุฬาให้เสียสมดุลจนตกลงพื้นดิน
ว่าวหง่าว ทำด้วยโครงไม้ไผ่ปิดกระดาษสา ลำตัวตอนบนมีรูปคล้ายอกว่าวจุฬามีเอวคอดและท่อนล่างกว่าท่อนบน ตอนส่วนหัวมีไม้ไผ่เหลาและขึงเชือกเหมือนคันธนู ส่วนขึงเชือกนี้จะเกิดเสียงเมื่อต้องลม เสียงนี้ช่วยกำจัดความชั่วร้ายได้
ปัจจุบันว่าวที่มีการเล่นกันโดยทั่วไปได้มีการพัฒนารูปแบบการเล่นเพื่อความสวยงาม โดยทำว่าวให้เป็นรูปแบบที่แปลกแตกต่างกันออกไปเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น ว่าวงู ว่าวผีเสื้อ ฯลฯ
วิธีการเล่น มีอยู่ ๓ วิธี คือ
๑. ชักว่าวให้ลอยลมปักอยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่าง ๆ
๒. บังคับสายชักให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการ นิยมกันที่ความสวยงาม ความสูง และบางทีก็คำนึงถึงความไพเราะของเสียงว่าวอีกด้วย
๓. การต่อสู้ทำสงครามกันบนอากาศ คือ การแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้าคว้ากันบนอากาศ จะจัดให้มีการแข่งขันกันที่บริเวณท้องสนามหลวงกำหนดแดนขณะทำการแข่งขัน ว่าวปักเป้าจะขึ้นอยู่ในแดนของตน ล่อหลอกให้ว่าวจุฬามาโฉบเพื่อจะลากพามายังดินแดนของตน โดยให้ว่าวปักเป้าติดตรงดอกจำปาที่ติดไว้ เมื่อติดแน่นดีแล้วว่าวจุฬาจะรีบลากรอกพามายังดินแดนของตน ขณะเดียวกันว่าวปักเป้าก็จะพยายามใช้เหนียงที่เป็นเชือกป่านคล้องตัวว่าวจุฬาให้เสียสมดุลและชักลากดึงให้ตกลงมายังดินแดนของตน ในการเล่นว่าวจุฬาลากพาว่าวปักเป้าเข้ามาทีละตัวหรือหลายตัวก็ได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างนำคู่แข่งขันมาตกยังดินแดนของตนเองได้ ก็ถือว่าเป็นฝ่ายชนะแต่ถ้าขณะชักลากพามา ว่าวปักเป้าขาดลอยไปได้ถือว่าไม่มีฝ่ายใดได้คะแนน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
การเล่นว่าวต้องอาศัยกระแสลมเป็นสำคัญ กระแสลมที่แน่นอนจะช่วยให้เล่นว่าวได้สนุก จึงมักจะเล่นกันในราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึ่งถึงว่าเป็นช่วงที่ลมพัดแรงกระแสลมสม่ำเสมอที่เราเรียกกันว่า "ลมว่าว"
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
การแข่งขันว่าวเป็นกีฬาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง เป็นศิลปะที่ต้องใช้ความสามารถของผู้ทำว่าวและผู้ชักว่าวเป็นอย่างมากต้องใช้ความประณีต ความแข็งแรง ความมีไหวพริบ และข้อสำคัญต้องอาศัยความพร้อมเพรียงด้วย
นอกจากนั้น ได้มีการนำลักษณะของว่าวมาใช้พูดเป็นสำนวนเพื่อเปรียบเทียบกับคน เช่น "ว่าวขาดลอย" หมายถึง การเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว "ว่าวติดลม" หมายถึง ว่าวที่ลอยกินลมอยู่กลางอากาศ (สำนวน) เพลินจนลืมตัว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)